5. ขอบเขตการศึกษา
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษาโครงการ ที่ปรึกษาจะดำเนินการศึกษาให้ครอบคลุมตามขอบเขตการศึกษาของงานด้านต่างๆ จำนวน 9 ด้าน โดยมีรายละเอียดดังนี้
เป็นการทบทวนและศึกษาข้อตกลง ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนารวมถึงแนวทางการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อนำผลการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้ในโครงการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแนวใหม่เชื่อมโยง อ.เบตง จ.ยะลา – อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ประกอบไปด้วย
- การทบทวนการศึกษาเดิมของกรมทางหลวงและงานศึกษาของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ เช่น โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 410 ช่วง อ.ธารโต-บ้านหัวสะพาน และโครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 410 ช่วง ยะลา อ.เบตง
บ.หัวสะพาน – อ.เบตงรวมทั้ง โครงการ “งานศึกษาด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและสำรวจออกแบบทางหลวงตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย อ.เบตง-บ้านภูเขาทอง” ในปีพ.ศ. 2551 เป็นต้น ดังนั้นในการศึกษาโครงการนี้จะต้องพิจารณารูปแบบการดำเนินโครงการ
ให้สอดคล้องกับการศึกษาดังกล่าว - การทบทวนแผนยุทธศาสตร์และนโยบาย โดยดำเนินการทบทวนแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ และวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของแต่ละแผนพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษานี้ เช่น
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) เป็นต้น ซึ่งโครงการนี้มีส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงการขนส่งทางถนนภายในประเทศรวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและสามารถกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ - การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงที่เกี่ยวข้อง โดยศึกษาแผนงานโครงการต่างๆของการขนส่งรูปแบบอื่นๆรวมทั้งศึกษาและวิเคราะห์แผนปฏิบัติการโลจิสติกส์ของกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในสังกัดเช่น การพัฒนาทางหลวงอาเซียนในประเทศไทย (ASEAN Highway Network) ตามแผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Inter–City Motorway) เป็นต้น โดยโครงการนี้เกี่ยวข้องกับความร่วมมือด้านการขนส่งทางบกซึ่งอาเซียนได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินโครงการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน
- การพัฒนาเมือง
– การพัฒนาภาคใต้ตามนโยบายพัฒนาเมืองต้นแบบ“สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” (จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) เป้าหมายเชิงนโยบายพัฒนาเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” (จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) เน้นความเชื่อมโยงเมืองต้นแบบในพื้นที่ ประกอบด้วย 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ปี 2560-2562 และ ระยะที่ 2 ปี 2563-2565 บนแนวนโยบายที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเมือง หนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าและครบวงจร เมืองเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เมืองสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส เป็นเมืองต้นแบบ การค้าชายแดนนานาชาติ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสามอำเภอให้เป็นเมืองต้นแบบที่มีการพัฒนาเฉพาะ เพื่อสร้าง รายได้และการจ้างงานในท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน นำไปสู่การกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ใกล้เคียง และเพื่อเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น
– การทบทวนผังเมืองของโครงการ เพื่อตอบสนองนโยบายการบริหารและ
การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การขับเคลื่อนเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เมืองเบตง” อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางด้าน
การท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งจากนักท่องเที่ยวและผู้เยี่ยมเยือนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และมีอัตราการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทางเลือกของเส้นทางใหม่เชื่อมโยงเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา กับอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เพื่อเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังที่ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้จัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแนวใหม่เชื่อมโยง อ.เบตง จ.ยะลา – อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ในการนี้ จึงได้กำหนดแนวทางในการทบทวนและศึกษาด้านนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่และการพัฒนาเมืองเกี่ยวข้อง ตามพระราชบัญญัติการ
ผังเมือง พ.ศ. 2562
สภาวะเศรษฐกิจและสังคมนั้น เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความต้องการในการเดินทางงานศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมของโครงการเพื่อวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันและคาดการณ์การเจริญเติบโตของภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต จึงมีความสำคัญมากเนื่องจากผลการศึกษาจะถูกนำไปใช้ในการคาดการณ์ความต้องการในการเดินทาง (Transport Demand) ในปีอนาคตเพื่อใช้ประกอบการศึกษาโครงการ
1) ศึกษา สำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ที่จะต้องทำการศึกษาทั้งระดับชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัด และในพื้นที่อิทธิพลของโครงการ เช่น มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจำนวนประชากรและขนาดครัวเรือนเป็นต้น
2) ศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอื่นที่จะมีต่อการจราจรในอนาคต เช่น การจ้างงาน รายได้เฉลี่ยต่อประชากร เป็นต้น
จะเป็นงานในขั้นตอนแรกของการศึกษาทางด้านวิศวกรรม ร่วมกับการศึกษาทางด้านต่างๆโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ในการที่จะวิเคราะห์หาทางเลือกของในเส้นทางและรูปแบบที่เป็นไปได้และทำการคัดกรองเบื้องต้นก่อนที่จะนำไปศึกษารายละเอียดในประเด็นต่างๆ พร้อมทำการเปรียบเทียบคัดเลือก โดยมีหลักเกณฑ์ที่พิจารณาในด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านวิศวกรรมและการจราจร ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน
ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม และด้านความมั่นคง ซึ่งจะทำให้ได้แนวเส้นทางและรูปแบบที่เหมาะสมก่อนที่จะนำไปศึกษาทางวิศวกรรมเพื่อออกแบบเบื้องต้น ประมาณค่าลงทุนโครงการต่อไป โดยมีแนวทางและขั้นตอนแสดงดังใน รูปที่ 5-1

ทั้งนี้ในรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนจะดำเนินการดังนี้
(1) การรวบรวมและทบทวนข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะประกอบด้วย ทบทวนการศึกษาแผนพัฒนาและแผนงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อโครงการ อาทิ
- โครงการศึกษาด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และสำรวจออกแบบทางหลวงตามแนวชายแดนไทย – มาเลเซีย อ.เบตง – บ้านภูเขาทอง
- โครงการสำรวจและออกแบบ ทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 410 ช่วง ยะลา – อ.เบตง ตอน ต.ธารโต – บ.หัวสะพาน
- โครงการศึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 410 ช่วง ยะลา-อ.เบตง ตอน บ.หัวสะพาน – อ.เบตง
(2) การสำรวจตรวจสอบสภาพปัจจุบันในพื้นที่โครงการ เพื่อสำรวจอุปสรรคสิ่งกีดขวางที่สำคัญที่จะส่งผลต่อแนวเส้นทางเลือก พร้อมกับการตรวจสอบข้อจำกัดทางด้านสิ่งเวดล้อม ทั้งนี้อุปสรรคสิ่งกีดขวางที่จำต้องหลีกเลี่ยงและส่งผลโดยตรงต่อแนวเส้นทาง ได้แก่
- โครงข่ายแนวสายส่งแรงสูง
- โครงข่ายถนนและทางหลวงในพื้นที่
- ตัดผ่านลำน้ำที่สำคัญ
- พื้นที่ชุมชน/ศาสนสถาน พื้นที่ชุ่มน้ำ
- พื้นที่ป่าไม้อนุรักษ์และลุ่มน้ำสำคัญ
- พื้นที่สำคัญทางการทหาร
(3) การกำหนดจุดต้นทาง-ปลายทาง ภายหลังจากที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูล จะกำหนดแนวคิดเบื้องต้นในการจัดทำแนวเส้นทาง เพื่อกำหนดกรอบพื้นที่โครงการ
- จุดเริ่มต้นโครงการจะเป็นพื้นที่ บริเวณหอนาฬิกา ตำบล เบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
- จุดสิ้นสุดโครงการ จะกำหนดไว้บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 4241 กับ ทางหลวงหมายเลข 4207 ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส
(4) การศึกษาทางเลือกและรูปแบบของโครงการ จะทำการสำรวจ รวบรวมข้อมูลเชิงวิศวกรรม พร้อมกับการวิเคราะห์ทางเลือกของโครงการที่เหมาะกับกายภาพของพื้นที่ในแต่ละเส้นทางก่อนที่จะทำการคัดเลือกแนวเส้นทางและรูปแบบที่เหมาะสม โดยมีการกำหนดเกณฑ์การเปรียบเทียบด้านวิศวกรรมและการจราจร ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม และด้านความมั่นคง ผลที่ได้จะเป็นแนวเส้นทางลือกและรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อนำไปศึกษาต่อในขั้นถัดไป
(1) การศึกษาด้านการจราจรและขนส่ง มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการเพื่อศึกษาสภาพการจราจรและขนส่งบนโครงข่ายถนนบริเวณพื้นที่โครงการ และทำการคาดการณ์ปริมาณจราจรบนถนนโครงการและโครงข่ายถนนที่ใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบลักษณะทางกายภาพและใช้ประกอบการคัดเลือกแนวเส้นทางของถนนโครงการ และประเมินผลกระทบด้านการจราจรต่อสิ่งแวดล้อมของถนนโครงการ สำหรับขั้นตอนการศึกษาในส่วนงานประกอบด้วย
(2) ทบทวนและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการจราจรและขนส่งบริเวณพื้นที่โครงการจากรายงานหรือผลการศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลสถิติต่างๆ ของหน่วยงานราชการ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจสภาพการจราจรและขนส่งเบื้องต้น และนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวิเคราะห์และคาดการณ์ด้านปริมาณจราจรของโครงการต่อไป
(3) การสำรวจข้อมูลด้านการจราจรสำหรับการศึกษานี้เพิ่มเติมบนโครงข่ายถนในพื้นที่ศึกษาการสำรวจดังกล่าวเพื่อให้เข้าใจและเป็นการตรวจสอบสภาพการจราจรในพื้นที่ศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแบบจำลองด้านการจราจรและขนส่ง ตลอดจนใช้เป็นฐานในการวิเคราะห์สภาพการจราจรในอนาคต
(4) การจัดทำแบบจำลองด้านการจราจรและขนส่ง สำหรับการพัฒนาแบบจำลองด้านการจราจรและขนส่งนั้น ดำเนินการเพื่อใช้อธิบายสภาพการจราจรและขนส่ง และจะประยุกต์ใช้แบบจำลองดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์การจราจรและขนส่งในปีอนาคต โดยอาศัยข้อมูลการคาดการณ์ต่างๆ ด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม แผนการพัฒนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแผนงานการก่อสร้างปรับปรุงโครงข่ายถนนในพื้นที่ศึกษา
(5) การวิเคราะห์และคาดการณ์สภาพการจราจรและขนส่งในอนาคต โดยจะดำเนินการรวบรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและโครงการต่างๆ ทางด้านการคมนาคมขนส่งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีการก่อสร้างในอนาคต ซึ่งรวมถึงแผนการดำเนินงานและการเปิดให้บริการ สำหรับเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์หาสภาพการเดินทางและการจราจรในปัจจุบันและอนาคต
การศึกษาด้านวิศวกรรม จะเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่จะต้องดำเนินการในโครงการนี้เนื่องจากเป็นผลสรุปของแนวเส้นทางและรูปแบบ รวมถึงรูปแบบทางแยกต่างระดับของโครงการ เพื่อให้ด้านสิ่งแวดล้อมนำไปศึกษาผลกระทบและกำหนดมาตรการ รวมถึงการประมาณค่าลงทุนโครงการ นำไปสู่การประเมินและวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์และขั้นตอนการแบ่งช่วงตอนในการศึกษาและก่อสร้าง จะมี 2 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
ขั้นตอนแรก จะทำการสำรวจและทบทวนงานด้านวิศวกรรมทั้งหมดจากผลการศึกษาเดิม ข้อมูลทุติยภูมิ พร้อมทำการสำรวจภาคสนามเพิ่มเติม ก่อนจะทำการศึกษาคัดเลือกแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการที่เหมาะสม พร้อมข้อสรุปทั้งหมดของโครงการ
ขั้นตอนที่สอง จะทำการออกแบบเบื้องต้นทางวิศวกรรม ภายหลังจากที่ได้แนวเส้นทางเลือกและรูปแบบที่เหมาะสมแล้วทั้งหมด พร้อมประมาณค่าลงทุนโครงการ รวมทั้งร่วมกันกับการศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการประเมินผลกระทบและมาตรการค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์โครงการ
ทั้งนี้รายละเอียดของงานศึกษาวิศวกรรมจะประกอบไปด้วย
(1) งานสำรวจภูมิประเทศและจัดทำแผนที่
– จัดทำแผนที่และภาพถ่ายดาวเทียม จะจัดเตรียมแผนที่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งโครงการเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาและวางแผนการดำเนินงานต่างๆ ให้บรรลุผลตามเป้าหมาย โดยการใช้แผนที่ภูมิประเทศมาตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหาร แผนที่ดังกล่าวจะเป็นแผนที่ฐาน ที่แสดงข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้แก่ โครงข่ายทางหลวง ลำน้ำ และพื้นที่ชุมชน เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในงานสำรวจภาคสนาม โดยจะนำมาเป็นแผนที่ฐานสำหรับการเพิ่มเติมโครงข่ายทางหลวง และถนนของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งข้อมูลที่สำคัญ เช่น คลอง พื้นที่ชุมชน เป็นต้น รวมถึงภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง (High Resolution) สำหรับโครงการนี้เลือกใช้ภาพถ่ายดาวเทียมสี และเพิ่มเติมข้อมูลที่ได้จากงานสำรวจสภาพภูมิประเทศและอุปสรรคสิ่งกีดขวางทำให้ได้แผนที่ฐาน (Base map) ที่สามารถแสดงอาคารสิ่งปลูกสร้างและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งโครงการ
– งานสำรวจอุปสรรคและสิ่งกีดขวาง การสำรวจเพื่อเก็บรายละเอียดข้อมูลของอุปสรรคและสิ่งกีดขวาง (Obstruction Survey) ให้ครอบคลุมบริเวณแถบพื้นที่โครงการทั้งหมด จะทำให้สามารถประเมินและวิเคราะห์ทางเลือกที่เป็นไปได้ของโครงการได้เนื่องจากในบางครั้งไม่สามารถที่จะรื้อย้ายสิ่งกีดขวางบางประเภทออกไปได้เนื่องจากเป็นสถานที่ ซึ่งมีความสำคัญมากหรือเป็นอาคารขนาดใหญ่ เช่น สถานที่ราชการ วัด โรงเรียน ศาสนสถาน เป็นต้น ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องหลีกเลี่ยงลดผลกระทบ ดังนั้นความละเอียดถูกต้องทางด้านตำแหน่งของสิ่งกีดขวางเหล่านั้นจึงมีความสำคัญ โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมที่ร่วมกับการสำรวจในภูมิประเทศจริงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ทั้งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนระบบสาธาธารณูปโภคต่างๆ รวมทั้งถนน และซอยต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่โครงการ ทำให้สามามารถหลบเลี่ยงพื้นที่และข้อจำกัดดังกล่าวได้ใกล้เคียงที่สุด
– งานสำรวจสภาพภูมิประเทศ การจัดทำหมุดควบคุมทั้งทางราบและทางดิ่งครอบคลุมพื้นที่โครงการทั้งหมด มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อ้างอิงในการเก็บรายละเอียดสภาพภูมิประเทศ ตามแนวเส้นทางภายหลังจากที่ได้ผลสรุปแนวเส้นทางที่เหมาะสม เพื่อใช้ไนการออกแบบเบื้องต้นงานทางด้วนวิศวกรรม ได้แก่ งานทาง งานสะพาน เป็นต้น
– งานสำรวจตรวจสอบดินและวัสดุ จะเป็นการสำรวจเจาะดินโครงสร้างคันทาง และฐานรากงานใครงสร้างสะพาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการออกแบบ รวมถึง การสำรวจแหล่งวัสดุก่อสร้าง เพื่อใช้ในการประเมินราคาต้นทุนก่อสร้างโครงการ ซึ่งต้องมีปริมาณและแหล่งวัสดุที่เพียงพอ
– การศึกษาด้านอุทกวิทยาและการระบายน้ำ จะเป็นการศึกษาการระบายน้ำและปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โครงการ เพื่อกำหนดแนวทางในการขยายปรับปรับปรุงและกำหนดรูปแบบการระบายน้ำของชนิดของอาคารระบายน้ำของโครงการ
– การออกแบบเบื้องต้น จะเป็นการนำเอาผลของการศึกษาด้านวิศวกรรมจราจรและขนส่ง ผลการสำรวจภูมิประเทศ รวมถึงผลการสำรวจตรวจสอบดินและวัสดุ มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำการออกแบบเบื้องต้น โดยจะทำการกำหนดมาตรฐานที่ใช้ออกแบบกำหนดช่องจราจรและระดับการให้บริการ จากผลการศึกษาด้านวิศวกรรมจราจรและขนส่ง ทำให้ทราบรูปแบบของโครงการที่มีจำนวนช่องจราจรที่เหมาะสม โครงสร้างชั้นทาง โครงสร้างสะพานและอาคารระบายน้ำที่สอดคล้องกับปริมาณจราจรและขนส่งสำหรับโครงการ
– การคำนวณปริมาณงานก่อสร้างและประมาณราคา รวมถึงการลงทุนของโครงการ ได้แก่ ค่าชดเชยอสังหาริมทรัพย์ ค่าลงทุน มาตรการด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
พื้นที่ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมจะประกอบด้วย พื้นที่โครงการและพื้นที่โดยรอบในระยะ 500 เมตร จากกึ่งกลางแนวเส้นทาง และในระยะ 1 กิโลเมตร จากแนวกึ่งกลางของแนวเส้นทาง ในกรณีศึกษาหัวข้อประวัติศาสตร์และโบราณคดี หรือมากกว่าในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มส่งผลกระทบในวงกว้างเกินขอบเขตพื้นที่ศึกษาที่กำหนดไว้ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลักคือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE) เพื่อประกอบการคัดเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการที่เหมาะสม ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด (Environmental Impact Assessment : EIA) ของรูปแบบการพัฒนาโครงการที่เหมาะสมในปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่สำคัญซึ่งได้จากผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) โดยขอบเขตการศึกษาหลักประกอบด้วยเนื้อหาดังต่อไปนี้
(1) การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination : IEE) ของแต่ละรูปแบบ/แนวทางเลือก โดยครอบคลุมองค์ประกอบหลักทั้ง 4 ด้าน คือ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางด้านภายภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางด้านชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต ทั้งหมด 37 ปัจจัย โดยจะใช้วิธี Leopold Matrix ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมของโครงการทุกกิจกรรม ที่มีผลกระทบต่อทุกปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และทำการสรุปประเด็นสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ เพื่อนำไปศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด (EIA) ต่อไป
(2) การศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยประเมินมูลค่าของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการ เพื่อนำผลการประมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมไป
ผนวกกับการวิเคราะห์โครงการ
กรมทางหลวงได้กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดโครงการ โดยมุ่งเน้นการให้ข้อมูลข่าวสารแก่กลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน มีความโปร่งใส เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสรับทราบข้อมูลความคืบหน้าของโครงการ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะได้ในทุกขั้นตอนการศึกษา แสดงดังใน รูปที่ 5-2
รูปที่ 5-2 แผนการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน

