โครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแนวใหม่เชื่อมโยง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา – อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เป็นโครงการภายใต้นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ให้ทุกภาคส่วนเร่งรัดบูรณาการและประสานความร่วมมือการทำงานในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความก้าวหน้าไปพร้อมกัน นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดที่จะให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และนำพาความสันติสุขสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้จังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย สภาพพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่เป็นโมเดลขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติบางลาง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา และเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมีสนามบินเบตง ที่รองรับการคมนาคมขนส่งทางอากาศ และมีส่วนสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ซึ่งประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส มีความต้องการให้ก่อสร้างเส้นทางแนวใหม่เชื่อมต่อไปยังอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อลดระยะทางและเวลาในการเดินทาง ซึ่งในปัจจุบันจะต้องใช้เส้นทางผ่านตัวเมืองนราธิวาส ตัวเมืองยะลา อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต เข้าสู่อำเภอเบตง ซึ่งมีระยะทางอ้อมไกล หากมีการก่อสร้างเส้นทางแนวใหม่เชื่อมต่ออำเภอเบตง จังหวัดยะลา กับ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบคมนาคมของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ สนับสนุนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวได้อีกด้วย
เพื่อศึกษาพัฒนาเส้นทางแนวใหม่เชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งระหว่าง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา กับ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และสำรวจออกแบบทางหลวงตามแนวชายแดนไทย – มาเลเซีย อ.เบตง – บ้านภูเขาทอง แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2551 ผลศึกษาโครงการ มีระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร แนวเส้นทางบางส่วนตัดผ่านพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงต้องกำหนดรูปแบบทางหลวงและแนวเส้นทางให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด และมีมาตรการในการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้โครงการไม่มีความคุ้มค่าในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะสามารถนำมาใช้ในการก่อสร้างทางที่สะดวกรวดเร็วและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึง สภาพเศรษฐกิจ สังคม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการในการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง สนับสนุนงานด้านความมั่นคงเพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบคมนาคมของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแนวใหม่เชื่อมโยง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา – อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่ ผู้มีส่วนได้เสีย และส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาศึกษากำหนดแนวทางและรูปแบบที่เหมาะสมของโครงการ ซึ่งการดำเนินงานมีความซับซ้อน และต้องใช้เวลาและบุคลากรในการดำเนินการจำนวนมาก
จากนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ให้ทุกภาคส่วนเร่งรัดบูรณาการ และประสานความร่วมมือการทำงานในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความก้าวหน้าไปพร้อมกัน โดย อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์ จึงได้รับการกำหนดให้เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะดำเนินการพัฒนาพื้นที่ข้างเคียงให้เติบโตไปพร้อมกัน โดยการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมต่อ จาก อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ไปยัง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จะช่วยให้การเดินทางติดต่อถึงกันมีความสะดวก ลดระยะทางและเวลาในการเดินทาง ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่และเป็นการเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เฝ้าระวังด้านความมั่นคง และบางส่วนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างทางแนวใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการเตรียมความพร้อมเป็นระยะเวลานานมากกว่าการพัฒนาทางหลวงรูปแบบอื่น จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มการดำเนินการศึกษาในปี 2567 เพื่อหาข้อสรุปด้านความเหมาะสมก่อนการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านอื่น ๆ ต่อไป
